สารบัญ

23 เมษายน 2558

เสียงเกษตรกร : เกษตรกรได้อะไรจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง

ความเป็นมา
โครงการหมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม นครสวรรค์ 3 ระยะที่ 2 ปี 2556-2558 ดำเนินการต่อเนื่องจากระยะที่ 1 (ปี 2553-2556 สนับสนุนโดย RDA สาธารณรัฐเกาหลี)

ได้รับการสนับสนุนจากเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง

ดำเนินการใน 5 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ตาก และสุโขทัย มีเกษตรกร 43-97 ราย  ใน 28-40 หมู่บ้าน

ผลิตเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ 150-320 ไร่ ได้เมล็ดพันธุ์รวม 97 ตัน มูลค่า 6.8 ล้านบาท เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 3.3 ล้านบาท ลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ร้อยละ 40

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2557 ได้จัดเสวนาหัวข้อเรื่อง “เกษตรกรได้อะไร...จากการผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง” เรามาฟังเสียงเกษตรกรต้นแบบทั้ง 4 ท่านในวันนั้นว่า ท่านมีความคิดเห็นกันอย่างไร

คุณสีมูล  ติ๊บวงศ์ เกษตรกรต้นแบบจังหวัดตาก
  “ปีแรกได้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์น้อย แต่ได้พัฒนาเทคนิคจนได้ผลผลิตสูงขึ้น กระผมได้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตเอง มั่นใจในคุณภาพช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ขณะนี้รวมกลุ่มกันได้ 15 คน จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนบ้านแม่กาษาโพธิ์เงิน ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3 เพื่อใช้ในกลุ่ม จะใช้เครื่องหมายการค้า ตราน้ำพุ”

คุณธานินทร์  เครือขวัญ เกษตรกรต้นแบบจังหวัดเพชรบูรณ์ 
“ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดีใช้และลดต้นทุนมั่นใจในคุณภาพเมล็ดพันธุ์มากเพราะทำเอง ผมภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรต้นแบบเพราะจบชั้น ป.4 แต่สามารถถ่ายทอดความรู้เป็นวิทยากรให้ สปก.และแก้ปัญหาให้กับเพื่อบ้านที่สนใจ ขณะนี้ได้ใบอนุญาตเป็นผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่ายแล้ว จะใช้เครื่องหมายการค้า ตรามะขาม”

คุณสุวรรณ  นิ่มสวน  เกษตรกรต้นแบบจังหวัดนครสวรรค์
  “เมื่อเริ่มโครงการใหม่ ๆ มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแต่ผมไม่เคยท้อ จนขณะนี้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ และได้เป็นเกษตรกรต้นแบบแนะนำการปลูกแก่เพื่อนบ้าน และพื้นที่ใกล้เคียงรวมทั้งผู้ที่มาดูงานจากประเทศลาว กัมพูชา และภูฏาน จึงนับว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”

คุณสุกฤษฏิ์  ใจพรมเมือง  เกษตรกรต้นแบบจังหวัดตาก
 “ ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ต่อไร่ยังไม่สูงนัก จึงเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อและจำหน่าย บางที่ปลูกต่อ 12 ไร่ ได้ข้าวโพดถึง 13 ตัน เพื่อนบ้านจึงสนใจขนาดสั่งจองเมล็ดพันธุ์ ข้อดีคือ ได้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตเองไว้ใช้ ได้ความรู้ และประสบการณ์ ที่สำคัญคือ ความภาคภูมิใจในการเป็นผู้ให้ทั้งความรู้และอาชีพแก่เพื่อนบ้านและเกษตรกรที่สนใจ”

ติดต่อรายละเอียดได้ที่ :
สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0 2579 3930-2 โทรสาร : 0 2579 0604
E-mail:fcri@doa.in.th
สนับสนุนโครงการโดย  เงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตร และศูนย์โคเปีย ประจำประเทศไทย

21 เมษายน 2558

เตือนภัย...การระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง

ช่วงฤดูแล้ง หรือในระยะที่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน เป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง เกษตรกรควรหมั่นสังเกตพืชในแปลงปลูกของตน  เมื่อพบการระบาดจะได้ป้องกันกำจัดด้วยวิธีการที่เหมาะสม

ลักษณะของเพลี้ยแป้งและการทำลาย
เพลี้ยแป้งเป็นแมลงจำพวกปากดูด มีลักษณะเด่นคือ ลำตัวมีสีขาวคล้ายแป้งปกคลุม  ไม่มีปีก จะเกาะกลุ่มดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ตามส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ใบ ยอด ตา  ทำให้มันสำปะหลังเจริญเติบโตไม่เต็มที่  ลำต้นมีข้อถี่ ใบแตกพุ่ม ยอดเป็นกระจุก ต้นแห้งตาย  ถ้าเข้าทำลายขณะมันสำปะหลังยังเล็กจะมีผลต่อการลงหัว

การแพร่ระบาด
เพลี้ยแป้งพบได้ทั่วไป  ทำลายพืชได้หลายชนิด  แพร่กระจายโดยลม  ฝน  มดและติดไปกับท่อนพันธุ์  การระบาดของเพลี้ยแป้งจะรุนแรงมากเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้งและมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 70%   เพลี้ยแป้งสามารถเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว  ดังนั้น การป้องกันกำจัดต้องทำตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ให้เพลี้ยแป้งเพิ่มปริมาณแพร่ระบาดขยายออกไปในวงกว้างซึ่งยากต่อการกำจัด

แนวทางในการป้องกันกำจัด
1.วิธีเขตกรรม
- ควรไถพรวนหลายๆ ครั้ง และตากดินอย่างน้อย 14 วัน
- เลือกท่อนพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเพลี้ยแป้ง ไม่ควรใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบเพลี้ยแป้งระบาด
- ถอนต้น หรือตัดส่วนที่พบเพลี้ยแป้งมากๆ ใส่ถุง แล้วเผาทำลายนอกแปลง
- ทำความสะอาดแปลง เก็บวัชพืช ซากพืช ออกจากแปลงหลังการเก็บเกี่ยว

2.ใช้ชีววิธี
ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้ง ได้แก่ ด้วงเต่า แมลงช้างปีกใส แตนเบียน
- การใช้แตนเบียน Anagyrus lopezi ในการควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู เมื่อพบการระบาดให้ปล่อยแตนเบียน อัตรา 50 คู่ต่อไร่ พื้นที่ระบาดรุนแรงให้ปล่อย 200 คู่ต่อไร่ งดใช้สารฆ่าแมลงหลังปล่อยแตนเบียน 

*** เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ สามารถติดต่อขอรับแตนเบียนได้ สอบถามเพิ่มเติม โทร.056-241019 ในวัน/เวลาราชการ ***

3.การใช้สารฆ่าแมลง
- ชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารฆ่าแมลง ไทอะมีโทแซม 25% WG หรือ อิมิดาโคลพริด 70% WG
   อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งที่ติดมากับท่อนพันธุ์
- พ่นด้วยสารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้
             - ไทอะมีโทแซม  25% WG    อัตรา   4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร 
             - โปรไทโอฟอส   50% EC     อัตรา  50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
             - พิริมิฟอสเมทิล 50% EC      อัตรา  50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
             - ไดโนทีฟูแรน    10% WP     อัตรา  20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    หรือใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งลดอัตราลงครึ่งหนึ่งผสมกับไวท์ออยล์ อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร โดยผสมไวท์ออยล์ในน้ำเพียงเล็กน้อยใช้ไม้กวนให้เข้ากัน  เติมสารฆ่าแมลงแล้วเติมน้ำให้ครบที่กำหนด

ภาพที่ 1 เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู
ภาพที่ 2 ลักษณะการทำลายของเพลี้ยแป้ง
ภาพที่ 3 ศัตรูธรรมชาติ: ไข่ของแมลงช้างปีกใส
ภาพที่ 4 ศัตรูธรรมชาติ: ตัวเต็มวัยแมลงช้างปีกใส
ภาพที่ 5 ศัตรูธรรมชาติ: ตัวอ่อนด้วงเต่า
ภาพที่ 6 ศัตรูธรรมชาติ: ตัวเต็มวัยด้วงเต่า
ภาพที่ 7 ศัตรูธรรมชาติ: แตนเบียน Anagyrus lopezi

ภาพแมลงศัตรูธรรมชาติ : ดร.อัมพร วิโนทัย สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

เตือนภัย...การระบาดของไรแดงในมันสำปะหลัง

ระยะนี้ หลายพื้นที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง เหมาะสมต่อการระบาดของไรแดง ซึ่งเริ่มมีการระบาดแล้วในหลายท้องที่ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังควรหมั่นสำรวจแปลงปลูก หากพบการระบาดจะได้ป้องกันกำจัดทันก่อนที่จะระบาดรุนแรง ทำความเสียหายต่อผลผลิต

ไรแดง เป็นศัตรูที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของมันสำปะหลัง ที่มักระบาดในฤดูแล้ง หรือ เมื่อฝนทิ้งช่วง โดยไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบทำให้สูญเสียคลอโรฟิลล์ หากระบาดรุนแรงจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินบนยอดอ่อน สร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น ทำให้ผิวใบด้านบนเป็นจุดด่างประสีเหลืองซีด ยอดไหม้ ใบเหี่ยวแห้ง และร่วง หากเกษตรกรพ่นสารป้องกันกำจัดไรได้ทัน ก็จะสามารถยับยั้งการระบาดได้

ในสภาพธรรมชาติ แปลงมันสำปะหลังจะมีศัตรูธรรมชาติที่คอยทำลายแมลงศัตรูพืชอยู่มาก แต่ระยะที่ผ่านมาเริ่มมีการใช้สารเคมีในแปลงปลูกมันสำปะหลังมากขึ้น ทำให้ศัตรูธรรมชาติถูกทำลาย จึงมีการระบาดของศัตรูพืช เช่น เพลี้ยแป้ง ไรแดง และแมลงหวี่ขาว รุนแรงมากขึ้น

กรณีที่ไรแดงระบาดรุนแรง กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำชนิดและอัตราของสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการกำจัด ดังนี้

- ไพริดาเบน (pyridaben) 20% ดับบลิวพี อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

- เฟนบูทาติน ออกไซด์ (fenbutatin oxide) 55% เอสซี อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

- สไปโรมีซิเฟน (spiromesifen) 24% เอสซี อัตรา 6 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

- เตตราไดฟอน (tetradifon) 7.25% อีซี อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
- อามีทราซ (amitraz) 20% อีซี อัตรา 40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

ในการใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง ควรสลับชนิดสารเพื่อป้องกันการต้านทานต่อสาร

ลักษณะการทำลายของไรแดง

ภาพที่ 1 อาการเริ่มแรกที่เกิดจากการทำลายของไรแดง ใบเกิดจุดประสีขาวโดยเฉพาะตามแนวเส้นกลางใบ

ภาพที่ 2 พลิกดูใต้ใบจะเห็นตัวไรแดง ลักษณะเป็นจุดแดงขนาดเล็ก

ภาพที่ 3 ไรแดงทำลายอย่างรุนแรง ใบเริ่มเป็นสีน้ำตาล

ภาพที่ 4 หากไม่มีการป้องกันกำจัดไรแดงที่เหมาะสม ทำให้มันสำปะหลังใบไหม้ แห้ง ต้นตาย

ข้อมูล:กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช

13 สิงหาคม 2557

โรครากเน่า หัวเน่า ระบาดหนักในไร่มันสำปะหลัง

เตือนภัยโรครากเน่าหัวเน่าในมันสำปะหลัง ขณะนี้พบการระบาดรุนแรงในพื้นที่ อ.เสิงสาง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กินพื้นที่ไปกว่า 10,000 ไร่

ดร.จรรยา มณีโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าโครงการวิจัยการบริหารจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในมันสำปะหลัง ซึ่งได้ทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สวทช. บอกว่า จากการตรวจวินิจฉัย โดย นายรังษี เจริญสถาพร นักวิชาการโรคพืช กรมวิชาการเกษตร พบสาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อราไฟทอปธอรา (Phythopthora meadii) เป็นเชื้อราในดิน และเหง้ามันที่สามารถอยู่ได้ข้ามฤดู ซึ่งสามารถสร้างสปอร์ที่ว่ายน้ำได้ จึงแพร่ระบาดในหน้าฝนได้อย่างรวดเร็ว

มันสำปะหลังจะแสดงอาการตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป...โดยเชื้อจะเข้าสู่โคนต้นก่อน ทำให้เกิดอาการบวมพองและมีปุ่มรากที่โคนต้นเหนือผิวดิน จากนั้นเชื้อจะลามลงไปที่รากและก้านขั้วหัวมัน

ส่วนอาการเหนือดินสังเกตได้จากใบเริ่มซีดเหลือง จากนั้นใบล่างเริ่มแสดงอาการเหี่ยวและแห้งคาต้น เมื่อถอนต้นรากและหัวเน่า แต่ลำต้นยังเป็นปกติ เกษตรกรจึงตัดต้นไปขายเป็นท่อนพันธุ์ จึงทำให้เชื้อสามารถแพร่ขยายได้ในวงกว้าง...ยิ่งพื้นที่ อ.เสิงสาง และ อ.น้ำยืน เป็นแหล่งผลิตท่อนพันธุ์สำคัญของประเทศ ยิ่งทำให้เชื้อสามารถกระจายโรคไปสู่แหล่งปลูกจังหวัดอื่นๆ และประเทศเพื่อนบ้าน

“จากการลงพื้นที่สำรวจ เราพบปัจจัยการระบาดมาจากใช้พันธุ์ ซึ่งอ่อนแอต่อโรค ดินระบายน้ำไม่ดี การปลูกมันระยะชิดเกินไป รวมทั้งเมื่อขุดมันไปขาย มีการทิ้งเหง้าเป็นโรคไว้ในแปลง จึงกลายเป็นแหล่งสะสมโรค และการระบาดจะเกิดมากกับมันสำปะหลังพันธุ์ 89, ระยอง 11, ห้วยบง 60 และเกษตรศาสตร์ 50 แต่พันธุ์ระยอง 72 ที่ปลูกในแหล่งระบาดกลับไม่แสดงอาการของโรคให้เห็น”

วิธีแก้ปัญหา ดร.จรรยา บอกว่า จากการทดลองด้วยการนำท่อนพันธุ์ชุบด้วยสาร ฟอซีทิล อลูมินัม (fosetyl aluminium) ในอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 10 นาที เพื่อกำจัดโรคที่ติดมากับท่อนพันธุ์ และใช้สาร fosetyl aluminium ในอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นอายุ 3 เดือน ที่มีอาการใบเหลืองทุก 1 เดือน ติดต่อกัน 4 ครั้ง...สามารถลดจำนวนต้นเป็นโรคได้ 75%

ส่วนมาตรการป้องกัน...ควรปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่ใช่พืชอาศัยของเชื้อราไฟทอปธอรา เช่น ข้าวโพด อ้อย...หากต้องการปลูกมัน ควรปรับฤดูปลูกไปช่วงฤดูแล้ง เพื่อเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฝนตกชุก...หลังเก็บเกี่ยว เก็บเหง้า ตอ และต้นมันสำปะหลังออกจากแปลง และเผาเพื่อฆ่าเชื้อ

ไถระเบิดดินดานเพื่อให้ดินระบายน้ำดี...ควรปลูกแบบยกร่องตามแนวลาดเอียง เพื่อให้น้ำไหลออกได้เร็ว ไม่ขังในช่วงฤดูฝน...ใช้พันธุ์ทนทานต่อโรค ระยอง 72...ใช้ท่อนพันธุ์สะอาดจากแหล่งที่ไม่เป็นโรค หรือชุบท่อนพันธุ์ด้วยสาร fosetyl aluminium ก่อนปลูก สามารถแช่พร้อมกับสารป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งได้

ใช้ระยะปลูก 80× 100 ซม. เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง...ไม่ควรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพราะทำให้ดินสะสมความชื้นมากเอื้อต่อการเจริญของเชื้อรา และไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป จะทำให้ต้นเป็นโรคได้ง่าย

หากเกษตรกรสงสัยว่าพบโรครากเน่าหัวเน่า ติดต่อขอคำปรึกษาได้จาก คุณรังษี เจริญสถาพร สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน โทร.08-1874-1804.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/442798

25 กรกฎาคม 2557

ซื้อปุ๋ยอย่างไร ให้คุ้มค่าเงิน



ปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญและจำเป็นต่อการปลูกพืช เป็นส่วนที่จะทำให้ต้นทุนการปลูกพืชเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นการพิจารณาเลือกซื้อปุ๋ยเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุดเป็นสิ่งที่เกษตรกรควรให้ความสนใจ ในท้องตลาดมีปุ๋ยเคมีผลิตมาจำหน่ายหลายสูตรมากเกินความจำเป็น ก็เพื่อประโยชน์ในการขายให้ได้กำไรมากที่สุด โดยผู้ผลิตลงทุนต่ำที่สุด ธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยแต่ละตัวมีราคาไม่เท่ากัน ธาตุอาหารฟอสฟอรัส (P) ราคาแพงที่สุด ธาตุอาหารไนโตรเจน (N) รองลงมา และธาตุอาหารโพแทสเซียม (K) ราคาถูกที่สุด ดังนั้นผู้ผลิตสูตรต่าง ๆ จึงพยายามหลีกเลี่ยงการผลิตปุ๋ยที่มี P สูง เพราะจะทำให้ต้นทุนสูง

วิธีการง่ายๆ ในการคิด ก่อนตัดสินใจซื้อปุ๋ยมาใช้ให้คุ้มค่าของเงินที่เสียไป มีขั้นตอนดังนี้

กำหนดค่าของธาตุอาหารตามราคา คือ
ธาตุอาหารฟอสฟอรัส (P) ให้มีค่า 3
ธาตุอาหารไนโตรเจน (N) ให้มีค่า 2
ธาตุอาหารโพแทสเซียม (K) ให้มีค่า 1
** เป็นการสมมุติเพื่อประโยชน์ในการคำนวณเท่านั้น **

ขั้นต่อไป เอาค่าของธาตุอาหาร NPK ที่สมมุติ มาคูณกับธาตุอาหารหลักของแต่ละสูตร โดยจัดแยกกลุ่มที่มีสูตรธาตุอาหารใกล้เคียงกัน เช่น

สูตรปุ๋ย................คูณ กับค่าของ NPK............................มีคุณค่าของสูตร
16-8-8.......(16x2) – (8x3) - (8x1)...เท่ากับ 32+24+8.............= 64
16-12-8.....(16x2) – (12x3) - (8x1)...เท่ากับ 32+36+8.............= 76
16-16-8.....(16x2) – (16x3) - (8x1)...เท่ากับ 32+48+8.............= 88
16-20-0.....(16x2) – (20x3) - (0x1)...เท่ากับ 32+60+0.............= 92

จากนั้น คิด ค่าการเอาเปรียบ
ให้เอาคุณค่าของแต่ละสูตรที่คำนวณได้ ไปหาร ราคาขายแต่ละกระสอบ จะได้ ค่าการที่เอาเปรียบของแต่ละสูตร ตัวเลขยิ่งมากเท่าใด แสดงว่าสูตรนั้นยิ่งเอาเปรียบมาก คุ้มค่าเงินน้อย

เช่น
• สูตร 16-8-8 มีคุณค่าของสูตร 64 ขายกระสอบละ 650 บาท มีค่าการเอาเปรียบ = 650÷64 = 10.15
• สูตร 16-12-8 มีคุณค่าของสูตร 76 ขายกระสอบละ 710 บาท มีค่าการเอาเปรียบ = 710÷76 = 9.34
• สูตร 16-16-8 มีคุณค่าของสูตร 88 ขายกระสอบละ 800 บาท มีค่าการเอาเปรียบ = 800 ÷88 = 9.09
• สูตร 16-20-0 มีคุณค่าของสูตร 92 ขายกระสอบละ 720 บาท มีค่าการเอาเปรียบ = 720÷92 = 7.82

จะเห็นว่าสูตร16-8-8 เอาเปรียบเกษตรกรมากที่สุด เพราะมีค่าการเอาเปรียบถึง 10.15
ส่วนสูตร 16-20-0 เอาเปรียบเกษตรกรน้อยกว่า มีค่าการเอาเปรียบ 7.82 เท่านั้น
ดังนั้น ควรเลือกซื้อสูตร 16-20-0 เพราะเอาเปรียบเกษตรกรน้อยกว่า
แต่ถ้าต้องการธาตุอาหารโพแทสเซียม (K) ก็ควรใช้สูตร 16-16-8 จะคุ้มค่าที่สุด เพราะมีค่าการเอาเปรียบ 9.09

สรุปแล้ว ถ้าปุ๋ยมีราคาขายแต่ละกระสอบเท่ากัน ให้เลือกซื้อสูตรที่มีค่าการขายที่เอาเปรียบน้อยกว่า จะคุ้มค่าเงินที่สุด

ดังนั้นถ้ามีสูตรปุ๋ยใหม่ๆแปลกๆออกมาวางขายในท้องตลาด เกษตรกรสามารถ คำนวณตามวิธีที่กล่าวมาข้างต้น
เปรียบเทียบดู แล้วเลือกซื้อปุ๋ยสูตรที่คุ้มค่าเงินที่สุด

ที่มา:คู่มือการผสมปุ๋ยใช้เอง